ทรัมป์ ส่อเค้าแบน โตโยต้าอีกราย ตามรอย “หัวเว่ย” หลังจากการประชุมในทำเนียบขาว กระทรวงพาณิชย์สหรัฐได้ออกมาระบุการนำเข้ารถยนต์เป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงของชาติ

เป็นกระแสไม่ขาดสำหรับ ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ หลังจากเล่นงานทาง “หัวเว่ย” (อ่าน ถึงคราวล่มสลาย กูเกิล และ ต่างชาติร่วมแบนธุรกิจมือถือ หัวเว่ย) คราวนี้มีแววเล่นงานธุรกิจรถยนต์จากญี่ปุ่นซ้ำอีกรอบ ซึ่งบริษัทรถยนต์ โตโยต้า ต้องโดนหางเลขไปด้วยเพราะเป็นผู้ผลิตรถยนต์สัญชาติญี่ปุ่รายใหญ่ที่สุดที่เข้าไปลงทุมในสหรัฐ ซึ่งมาตรา 232 ที่มีการกล่าวอ้างจากกระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ หลังการประชุมในทำเนียบขาว ที่มีการระบุว่า “การนำเข้ารถยนต์เป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงของชาติ” ซึ่งทางโตโยต้าไม่เห็นด้วย และได้ตอบโต้สวนกลับอย่างรุนแรงทันควัน

“ประวัติศาสตร์ได้แสดงให้เห็นว่า การจำกัดการนำเข้ารถยนต์และชิ้นส่วนรถยนต์ จะขัดขวางการสร้างงาน การกระตุ้นเศรษฐกิจ และ การมีอิทธิพลต่อพฤติกรรมการซื้อของผู้บริโภค”“หากมีการกำหนดโควต้านำเข้า ผู้ที่สูญเสียมากที่สุดก็จะเป็นผู้บริโภค ซึ่งจะต้องจ่ายเงินมากขึ้น และมีรถยนต์ให้เลือกน้อยลง”

การตอบโต้ด้วยแถลงการณ์จากทางผู้บริหารโตโยต้าที่โจมตีประธานาธิบดีทรัมป์กลับอย่างรุนแรงนี้นับว่าเป็นครั้งแรกและไม่เคยเกิดขึ้นจากเอกชนที่เข้าไปลงทุนในสหรัฐ โดยเฉพาะจากค่ายรถญี่ปุ่นมาก่อน ซึ่งทางบริษัทโตโยต้า มอเตอร์ เซลส์ ได้เผยข้อมูลว่า บริษัทมีการจ้างงานชาวอเมริกันทั้งทางตรงและทางอ้อมราว 475,000 คน มีการลงทุนมากกว่า 6 หมื่นล้านดอลลาร์ในสหรัฐฯ โดยโตโยต้ามีโรงงานผลิต 10 แห่ง มีเครือข่ายดีลเลอร์ 1,500 แห่ง และผลิตและจำหน่าย รถยนต์โตโยต้าที่ผลิดในสหรัฐอเมริกา ในปี 2018 ร่วม 2 ล้านคัน

มอเตอร์ เซลส์ ได้เผยข้อมูลว่า บริษัทมีการจ้างงานชาวอเมริกันทั้งทางตรงและทางอ้อมราว 475,000 คน

 

ผลิตและจำหน่าย รถยนต์โตโยต้าที่ผลิดในสหรัฐอเมริกา ในปี 2018 ร่วม 2 ล้านคัน

ซึ่งอย่างไรก็ตาม ทางโตโยต้ายังหวังที่จะมีการเจรจาเพื่อให้มีทางออกที่ดีในการลงทุน เพื่อผลประโยชน์ของ เศรษฐกิจ และ ประชาชนชาวสหรัฐอเมริกา ซึ่งถ้าหากรัฐบาลยืนกรานใช้มาตรการภาษีเพื่อจำกัดการนำเข้ารถยนต์กับทาง โตโยต้า ก็เท่ากับเป็นการบังคับให้ผู้บริโภคชาวอเมริกันจ่ายเงินเพิ่มขึ้นและอาจจะส่งผลกระทบในทางลบต่อตลาดแรงงานสหรัฐ รวมทั้งเศรษฐกิจของสหรัฐด้วย

#โตโยต้า #โดนัลด์ ทรัมป์ #เศรษฐกิจ #สหรัฐอเมริกา #หัวเว่ย

ความคิดเห็นจากสมาชิกเฟซบุ๊ก

comments