กูรู วิเคราะห์ เบนซ์ชนฟอร์ด ความจริงที่ยังน่าสงสัย?

จากกรณีอุบัติเหตุ เบนซ์ชนฟอร์ด ที่กำลังเป็นข่าวใหญ่อยู่ขณะนี้ ที่นายเจนภพ วีรพร อายุ 37 ปี ขับรถเบนซ์สีดำ พุ่งชนรถ ฟอร์ดอย่างแรงทำให้ไฟลุกคลอก นายกฤษณะ ถาวร อายุ 32 ปี และ น.ส.ธันฐภัทร์ ฮ้อแสงชัย นิสิต ซึ่งทั้งคู่เป็นนักศึกษาปรืญญาโท หลังจากเกิดเหตุก็เกิดกระแสสังคมกดดัน กระบวนการยุติธรรม โดยเอาคดีเก่ามาเชื่อมโยงกันไปมา วันนี้ทางทีมงาน ThaiRats จะมาขอนำเสนอบทวิเคราะห์ ที่ละเอียดยิบพร้อมข้อมูลประกอบแบบจัดเต็ม และที่สำคัญไม่เข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งอีกด้วย

หลายคนดูวีดีโอนาทีที่เบนซ์พุ่งชนคงรู้สึกใจหายใจคว่ำ ..แต่สำหรับผมคนที่เคยอยู่ในสนามแข่ง เคยดูรถแข่งมาตั้งแต่วัยรุ่น เรื่องรถชน เสียงเบรกยางดังๆ หรืออะไรก็ตามไม่ได้ทำให้ผมกลัวแบบคนอื่น แต่ผมยังเป็นมนุษย์ รู้สึกน่า ตกใจกับเหตุการณ์ เบนซ์ไม่เบรก แต่เขาพยายามลงข้างทาง แต่มันไม่มีที่ไปแล้ว ผมย้อนดูคลิปหลายรอบ นาทีนั้นถ้าเป็นผมจะเบรกให้หยุดหรือลดความเร็วมากที่สุด คือที่คิดออก และแก้ปัญหาดีที่สุด หรืออย่างน้อยตบออกเลนกลาง

การใช้ความเร็วในขณะขับขี่รถยนต์มีความเสี่ยงทั้งนั้นครับ มันไม่ได้เกี่ยวว่า คุณขับช้าตามกฎหมาย หรือ ขับเร็วจนยมบาลถามหา แต่เมื่อคุณใช้ความเร็วไม่ว่าจะน้อยจะมาก ต้องมีสติควบคุมรถให้ ยิ่งเร็วมาก ยิ่งต้องคิดเร็วทำเร็ว บางครั้งต้องคิดเผื่อ เผื่อใจ .. เพราะอาจจะควบคุมตัวเราได้ แต่เราไม่มีทางที่จะควบคุมคนอื่นได้

หลังจากเกิดเหตุ ทุกคนพยายามแตกประเด็นออกไป ตามภาษาของวงการสื่อ เริ่มจาก ใครขับรถเบนซ์ คนในรถฟอร์ดคือใคร ตกลงตายไม่ตาย คนขับเบนซ์เมารึเปล่า และอีกต่างๆนานามากมาย จนยันมาถึง พฤติกรรมขับรถเร็วของหลายคนบนถนนเมืองไทย ไปจนถึงการเชื่อมโยงคดีเก่า ใช้กระแสสังคมกดดัน กระบวนการยุติธรรม จนเมื่อวานเรื่องการตอบคำถามของผู้ว่าการทางพิเศษแห่งประเทศไทยว่า การทางไม่เอาเรื่อง จะคิดเพียงค่าผ่านทาง 50 บาท เนื่องจากไม้กันไม่เสียหาย ก็ยิ่งทำให้สังคมตั้งคำถามกับกรณีนี้มากขึ้น แต่สำหรับเราเองในฐานะคนที่รักและทำงานกับรถ ก็มีข้อสงสัยเช่นกัน ได้แก่

1.ถ้าเบนซ์จะขับด้วยความเร็ว ตามที่มีการอนุมานกันว่า 180-200 ก.ม./ช.ม. จริง ทำไมคนขับจึงเลือกลงซ้ายทั้งที่เลนกลางก็ว่าง (ถ้าดูจากคลิป)

2.ตามนิสัยคนเราเมื่อภัยมาถึงตัว โดยเฉพาะการขับรถแล้วแซงมาเจอรถคันหน้า เราจะตัดสินเปลี่ยนความคิด โดยมากเราไม่ดันทุรังไปต่อ อาจจะเบรก หรือหักหลบเลนกลาง

3.บันทึกเรื่องการใช้ความเร็วผู้ขับขี่น่าจะมีมาก่อนหน้านี้ ซึ่งการทางพิเศษ และทางด่วนโทลเวย์จะต้องมีบันทึกกล้องวงจรปิด แต่วันนี้เราเห็น กล้องเพียง 2 ตัว คือ จากผู้เห็นเหตุการณ์และ จากกล้องตอนด่านเก็บตังค์ทางด่วน ???

จากข้อสงสัยเราได้ค้นคว้าข้อมูลเพิ่มเติมจากหลายแหล่งข่าว โดยเฉพาะที่น่าสนใจ ซึ่งเป็นข่าวที่พ่อของนายเจนภพ (คนขับเบนซ์) , นายเจษฏา เข้าพบครอบครัวของตระกูลฮ้อแสงชัย เพื่อขอขมาต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โดยมีการระบุว่า ลูกชายไม่ได้อยู่ในสภาพอาการมึนเมา จากที่สอบถามตำรวจไม่พบกลิ่นแอลกอฮอล์ เมื่อประกอบกับข่าวชิ้นแรกกรณีนี้ที่ออกมา นายเจนภพเองระบุว่า ตนกำลังจะไปหาเพื่อนที่เขาใหญ่ เชื่อว่าคงจำได้  ซึ่งต่อให้คนเมาจะพูดรู้เรื่อง แต่ตามนิสัยนักข่าวก็น่าจะระบุลักษณะของอาการมึนเมาลงมาด้วยอยู่แล้วในข่าว และก็ยังไม่มีข่าวการสัมภาษณ์พิสูจน์พยานคนอื่นๆ เพื่อหาข้อเท็จจริงเรื่องดังกล่าว นำมาสู่การสรุปความเป็นไปได้ คือ เมา และไม่เมา

เบนซ์ชนฟอร์ด

กรณีเมาแล้ว ขับ ก็ชัดเจนแล้วว่าผิดตามประมวลกฎหมาย และดูเหมือนจากเหตุการณ์ทั้งหมดที่ไล่เรียงมาตั้งแต่เริ่มต้นรถชน ยันมารู้ว่าฝ่าด่านเก็บเงินค่าผ่านทาง (กรณีชนไม้กั้น) กระแสข่าวพาสังคมไปชี้ชัดว่า คนขับเบนซ์มีพฤติกรรมการขับรถไม่น่าพิศมัยในการขับขี่ นั่นคือสิ่งที่สังคมรับรู้ตอนนี้ และพุ่งเป้าไปทางนี้รอการพิสูจน์จากศาล

โดย พล.ต.ต.ทรงพล วัธนะชัย รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ผ่านไทยรัฐออนไลน์ ได้ให้ข้อมูลเรื่องการตรวจวัดแอลกอฮอล์ว่า ผู้ขับรถที่ตกเป็นผู้ต้องหาคดีขับรถชนคนตาย เจ้าหน้าที่ตำรวจมีสิทธิ์ที่จะขอตรวจวัดแอลกอฮอล์ได้ เพื่อประกอบสำนวนว่าขับรถในขณะเมาสุราจนเป็นเหตุให้ผู้อื่นเสียชีวิตหรือไม่ และหากผู้ขับรถยังอยู่ในอาการบาดเจ็บ สามารถนำเลือดไปตรวจได้เช่นกัน

และหากผู้ขับรถไม่ยินยอมให้เจ้าหน้าที่ตรวจนั้น ตำรวจสามารถบันทึกไว้ในสำนวนได้ว่า ผู้ขับรถไม่ยินยอมให้ตรวจแอลกอฮอล์ เพราะว่าจะต้องส่งสำนวนให้ศาล หากไม่ยินยอมให้ตรวจ ศาลก็จะรู้ว่าผู้ขับรถอาจมีความเกี่ยวข้องกับการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ซึ่งการตรวจวัดแอลกอฮอล์ถือว่าเป็นการแสดงความบริสุทธิ์ใจของผู้ขับรถด้วย ตำรวจจึงต้องให้ความยุติธรรมแก่เขา

นอกจากนี้ตามความเป็นจริงทางด้านการสืบคดี ตามแนวทางการสืบสวนของเจ้าหน้าที ผู้เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ เช่นหมอ พยาบาล และเจ้าหน้าที่กู้ภัยก็น่าจะสามารถนำมาสืบพยานยืนยันอาการคนขับรถเบนซ์ได้ว่า เมาหรือไม่เมาตามที่สังคมยังต้องการคำตอบ

ในขณะทีหลายคนปักใจเชื่อว่า เป็นการเมาแล้วขับ แต่กรณีไม่เมา … เป็นไปได้หรือไม่ ..สำหรับคนที่มองข่าวกลางๆ มองว่าเป็นไปได้

ตามที่คนขับเบนซ์บอกกับผู้สื่อข่าวตั้งแต่เกิดเหตุการณ์ว่า รีบไปหาเพื่อนที่เขาใหญ่ … ในมุมนี้ มีหลายประเด็นที่ยังไม่ถูกเปิดเผยเช่น เขามีนัดจริงหรือไม่ คนซื้อรถระดับนี้ต้องเป็นนักธุรกิจ และย่อมต้องมีเลขาผู้ช่วยงาน ซึ่งสามารถพิสูจน์ได้อย่างแน่นอน แต่ก็ยังไม่เห็นสำนักข่าวไหน พิสูจน์คำพูดนี้ แม้แต่น้อย และยังไม่มีสำนักข่าวไหนมองความเป็นไปได้ที่นี่อาจเป็นเพียงอุบัติเหตุ

หากคุณดูคลิปวีดีโอ ที่นำโพสลงบนโซเชียล จาก คุณ ตูนนะเนี่ย จะเห็นชัดว่ารถยนต์ Mercedes Benz วิ่งมาทางเลนซ้ายด้วยความเร็ว แล้วพุ่งชนท้ายรถฟอร์ดอย่างจัง จนเกิดเหตุสลดขึ้น ไม่ว่าอะไรจะเป็นต้นเหตุของเหตุการณ์ ซึ่งเราต้องมองทะลุมากกว่าการใช้ความเร็ว ที่เกิดขึ้นในเสี้ยวปลายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

จากคลิปคุณจะพบว่า มี 2 สิ่งที่เกิดขึ้น คือ 1.รถเบนซ์ไม่มีอาการเบรก หรือลดความเร็ว แม้จะพบว่ามีรถอยู่ข้างหน้า 2.เบนซ์ดูเหมือนจะพยายามหลบลงไหล่ทางแต่ดูด้วยสายตาจากคลิปก็ไม่น่าจะพ้น

นาทีที่ เบนซ์ชนท้ายฟอร์ด ไฟไหม้จนถูกย่าง 2 ศพ รถที่ พระอินทร์ ดูจากคลิปบอกเลยใช้คำว่า เลว กับคนขับเบนซ์ได้เต็มปาก รถมึงจะแรงแค่ไหนมึงก็ไม่มีสิทธิขับเร็วกว่ากฎหมายกำหนด แล้วที่สำคัญนั่นเลนซ้ายสุด สำหรับรถวิ่งช้า แม่งจะซิ่งเข้าไปทำไม เหตุการณ์นี้มันน่าสลดตรงนี้ รถคันนึงทำตามกฎ วิ่งช้า ก็คลานอยู่ซ้าย กลับต้องมาตาย เพราะคนที่แม่งไม่เคารพกฎอะไรเลย อาศัยว่ามีตังทำไรก็ได้ และเชื่อว่าแม่งทำจนเคยชิน

โพสต์โดย คนเลวต้องไม่มีที่ยืน บน 16 มีนาคม 2016

น้าเดช นายพัฒนาเดช อาสาสรรพกิจ กูรูเรื่องรถยนต์ที่ให้สัมภาษณ์กับไทยรัฐออนไลน์ว่า ช่องทางด่วนไม่มีเลนไหล่ทาง อาจเป็นไปได้ที่คนขับเบนซ์คิดจะวิ่งผ่านช่องทางนั้น และคิดว่าอาจจะกะระยะผิด แต่จะเป็นเพราะสายตาไม่ดี ขาดประสบการณ์ ง่วง หรือสติไม่ดีก็ตาม แต่คนขับเบนซ์กะระยะการแซงผิด หรือเรียกได้ว่า เป็นการประมาทมากกว่า

และจากคลิปวินาทีที่พุ่งชนเข้าท้ายรถยนต์ฟอร์ดนั้น จะเห็นได้ว่า คนขับรถเบนซ์ไม่ได้มีการเบรก หรือชะลอรถเลยทั้งสิ้น เป็นการพุ่งเข้าชนด้วยความเร็วและแรง และไม่แน่ใจว่าความเร็วของรถเบนซ์ในตอนนั้นเกิน 120 กิโลเมตรต่อชั่วโมงหรือไม่ แต่คิดว่าวิ่งมาด้วยความรวดเร็วอย่างแน่นอน จึงทำให้พุ่งชนรถยนต์ฟอร์ดด้วยความเร็วจนเสียการทรงตัวในที่สุด

ในความคิดเห็นผม มองคล้ายกัน แต่ถ้าดูคลิปจะรู้เลยว่า เบนซ์มีการรูดซ้ายมาก่อน คุณจะเห็นได้ ซึ่งคนขับต้องรู้อยู่แล้วว่า รถตัวเองจะสามารถผ่านได้หรือไม่ได้ ต่อให้ มีสติ-ไม่มีสติแค่ไหน ถ้า คุณขับรถมาไกลได้ ถึงรังสิตนับตั้งแต่คุณชนไม้กั้นทางด่วน แสดงว่าคนขับ ต้องมีสติในระดับหนึ่ง มิเช่นนั้น หลังจากออกข่าว จะต้องมีเจ้าทุกข์อีกมากมาย ออกมาร้องทุกข์กล่าวโทษแจ้งความเรื่อง รถคันนี้ ชนรถตนระหว่างทางอย่างแน่นอน …(ถ้ามีก็พิสูจน์ได้ในหัวข้อนี้ว่า ไม่มีสติสัมปชัญญะในขณะขับรถ … มีโอกาสที่จะหลุดจากคดี เหมือนกรณีที่เกิดขึ้นนอดีตมาแล้ว )

ด้วยการรูดซ้ายมาก่อนถึงฟอร์ดในเวลาช่วงเวลาหนึ่งถึงจะมีไม่กี่วินาทีบนวีดีโอ แต่ จากสภาพการณ์ที่เห็น เมื่อลงมาซ้ายคนขับน่าจะเห็นฟอร์ดแล้ว ก็น่าจะเบรก ซึ่งเป็นวิธีปฏิบัติปกติของมนุษย์เมื่อภัยมาถึงตัว แต่ไม่ทำ … คำถามคือ ทำไม

หลายคนบอกเบรกก็ไม่น่าจะทัน แต่ถึงอย่างไร สิ่งที่หลายคนลืมคือ Mercedes Benz CLS 63 AMG เป็นรถสมรรถนะสูง

จากข้อมูลทางด้านสมรรถนะการขับขี่ตามที่เปิดเผยในรายละเอียดโดย Mercedes AMG ผู้ผลิต รถยนต์ Mercedes Benz CLS63 (อ้างอิง http://www.mercedes-amg.com/cls63sb.php?) ระบุข้อมูลว่า

รถยนต์รุ่นดังกล่าวใช้เครื่องยนต์แบบ V8 เทอร์โบชาร์จคู่ ขนาด 5.5 ลิตร พร้อมระบบเทอร์โบชาร์จคู่ ให้กำลังสูงสุด 557 แรงม้า และทำแรงบิดสูงสุด 720 นิวตันเมตร ส่งกำลังลงระบบเกียร์ AMG Speed Shift __ 7 สปีด จากข้อมูลของเว็บต่างประเทศ Sport Autoline ระบุว่า รถรุ่นนี้ สามารถเร่ง 0-100 ก.ม./ช.ม. ได้ใน 4.7 วินาที และเร่ง 0-200 ก.ม./ช.ม. ได้ในเวลาเพียง 15.4 วินาที ล็อกความเร็วสูงสุดเอาไว้ที่ 250 ก.ม./ช.ม.

รูปรถ  Mercedes Benz  CLS 63 AMG  แบบเดียวกับที่เกิดอุบัติเหตุจาก  Car and Driver

รูปรถ Mercedes Benz CLS 63 AMG แบบเดียวกับที่เกิดอุบัติเหตุจาก Car and Driver

ระบบเบรกเป็นแบบ จานเจาะรู และเป็นจานระบายความร้อน ในตัว (Discs, internally ventilated and perforated) ทั้ง 4 ล้อ ตามรายละเอียดจากโรงงาน พร้อมแม่ปั้มเบรกแบบ 6 พอททางด้านหน้า และ 4 พอททางด้านหลัง มันจะมาพร้อมล้ออัลลอยขนาด 19 นิ้ว มาพร้อมยางด้านหน้า ขนาด 255/35 ZR 19 (96Y) XL ส่วนด้านหลังใช้ยาง 285/35 ZR 19 (96Y) XL

ลักษณะระบบเบรกของ   Mecedes Benz CLS 63 AMG

ลักษณะระบบเบรกของ CLS 63 AMG (C218) 2010

จากข้อมูลเชิงเทคนิค สื่อว่า ในความเป็นจริงมีโอกาสที่จะสามารถหยุดรถ หรือลดความเร็วลงกะทันหัน เพื่อผ่อนหนักเป็นเบาได้ แม้จะเป็นเศษเสี้ยววินาที ก็สามารถลดความเร็ว ระดับ 200 ก.ม./ช.ม. ให้หยุดได้อย่างรวดเร็ว (ตามมาตรฐานระบบเบรกรถยนต์ปกติ ที่ความเร็ว 100 ก.ม/ชม. จะใช้ระยะทางเบรก 50 เมตร )

โดยคนขับไม่จำเป็นต้องใช้ระบบเกียร์ใช้เครื่องยนต์หน่วงหรือ Engine Brake ช่วยด้วยซ้ำ (หากใช้จะหยุดได้เร็วขึ้น ) แม้จะไม่มีข้อมูลสถิติอย่างชัดเจน แต่จากรายละเอียดทางเทคนิคก็พอจะสามารถยืนยันว่ามันสามารถปราบความเร็วสูง ที่เครื่องยนต์ V8 ปล่อยพลังออกมาได้แน่นอน

ข้อต่อมาที่หลายคนสงสัยไม่แพ้กัน คือถนน มันมีไหล่ทางหรือไม่ตรงนั้น ตรงนี้ผมไม่ได้ไปดูจุดเกิดเหตุด้วยตัวเอง แต่ ผมจำสถานที่ได้ จึงอาศัยเทคโนโลยี Google StreetView มาอธิบาย โดยภาพทั้งหมด มาจาก Google

จุดเกิดเหตุ คือ บนถนนพหลโยธิน บริเวณทางต่างระดับสายเอเชีย มุ่งหน้าออกไปยังสระบุรี ซึ่งจุดดังกล่าวเป็นช่วงที่รถคล่องตัวมาก เนื่องจากรถส่วนใหญ่ จะชิดซ้ายออกอยุธยากันไปเสียหมด ส่วนรถที่มุ่งหน้าสระบุรี จากจุดนี้จะมีน้อยมาก ถ้าใครเคยขับจะรู้ว่า จุดแยกออกทางขนานไปยังตรงบริเวณจุดเกิดเหตุ จะเป็นทางตรงยาว ถ้าคุณรีบร้อน นี่คือจุดทำความเร็วได้ ต่อให้อีโค่คาร์คุณก็ไปที่ความเร็ว เกิน 120 ก.ม./ช.ม.ได้

ไม่ต้องใช้หลักฟิสิกส์ ก็พอเดาได้จากพฤติกรรมการขับขี่ว่าคนขับรถเบนซ์ ต้องฮ้อด้วยความเร็วเต็มที่ ตามสถิติที่ผมอ้างอิงจากต่างประเทศ ถ้าเร่งจากหยุดนิ่ง เพียง 15 วินาที คุณสามารถใช้ความเร็วได้มากกว่า 200 ก.ม./ช.ม. แต่ในความจริงเราต้องมีความเร็วที่ใช้อยู่แล้ว ซึ่งความเร็วไปถึง 200 ก.ม./ช.ม. จะใช้เวลาน้อยกว่านั้นมากอาจจะครึ่งของเวลาที่กล่าวมา

จากภาพ Google คุณจะพบว่า ถนน 3 เลนบริเวณนี้ไม่มีไหล่ทางด้านซ้าย (ดูภาพประกอบร่วม) จึงไม่มีทางที่จะเบี่ยง Ford Fiesta ได้อย่างแน่นอน แม้ว่าจากคลิป Ford Fiesta จะอยู่ในลักษณะขับรถกินเลนไปทางขวา แต่ช่องทางด้านซ้ายก็ยังไม่พอจะทำให้ Mercedes Benz CLS63 AMG มุดพ้นไปได้ ยิ่งตอกย้ำสิ่งที่รบกวนใจทำไมไม่เบรก

Google StreetViewเบนซ์ชนฟอร์ด

ภาพแสดงลักษณะถนน ตรงช่วงบริเวณจุดเกิดเหตุทั้งทางขนานและช่องทางหลัก

ภาพแสดงลักษณะถนน ตรงช่วงบริเวณจุดเกิดเหตุทั้งทางขนานและช่องทางหลัก

ยิ่งถ้าคุณดูจากคลิปที่ไม่ได้ถูกตัดต่อ เลย ของนาย ตูนนะเนี่ย … จะพบเสียงครางเครื่องยนต์ดังมาก่อน นั่นหมายถึงต้องมีการเร่งเครื่องยนต์มาก่อนหน้านี้ และต้องสังเกตได้ว่ารถทางด้านหน้า และถ้าคนขับทราบว่าไม่มีไหล่ทาง ที่จะไป ก็ควรจะต้องเบรกหรือชะลอความเร็วรถ หรืออย่างน้อยที่สุด เราจะต้องได้ยินเสียงเครื่องยนต์เบาลง …

ไม่ว่าอะไรเป็นต้นเหตุของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น จากสิ่งที่เล่ามาบนพื้นฐานความจริงทั้งหมด คงพอจะมองภาพเหตุการณ์ออกว่า น่าจะมีอะไรอีกมากมายจากเหตุการณ์ ซึ่งในฐานะประชาชนก็ได้แต่ศรัทธาว่าจะได้เห็นกระบวนการยุติธรรมของกฎหมายไทย ต่อเหตุการณ์ดังกล่าว ที่ไม่มีใครเชื่อว่าจะเกิดบนถนนของเมืองไทย และในตอนนี้เราคงทำได้เพียงติดตามต่อไป อย่างมีวิจารณญาณ

ข้อมูลจาก ทีมงานAutodeft.com

ภาพประกอบจาก Google – Street View , ไทยรัฐออนไลน์ และ Mercedes Benz AMG

ความคิดเห็นจากสมาชิกเฟซบุ๊ก

comments