โฆษกศาลยอมรับแล้วสาววีนเป็นผู้พิพากษา

หลังจากที่เป็นกระแสโด่งดัง สำหรับ คลิป ผู้พิพากษา ปรี๊ดแตกที่กรมขนส่ง หลังจากที่ไปติดต่อเรื่องรถตนที่โดนสวมเลขทะเบียนแต่ดันไปจอดขวางทาง ทำให้เจ้าหน้าที่ออกใบสั่ง ทำให้เกิดความไม่พอใจ อาละวาดด่าทอเจ้าหน้าที่ พร้อมทั้งแสดงบัตรประชาชนแล้วตะโกนว่า “มึงสังวรไว้นะว่ากูหนะเป็นนายของมึง” ก่อนจะขับรถออกไป

ล่าสุด นายสืบพงษ์ ศรีพงษ์กุล โฆษกสำนักงานศาลยุติธรรม ได้ออกมายอมรับแล้วว่า หญิงสาวคนดังกล่าวเป็น ผู้พิพากษา ประจำสำนักงานศาลยุติธรรม ช่วยทำงานในตำแหน่ง ผู้พิพากษา ศาลชั้นต้น ประจำกองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ ซึ่งมีประวัติป่วยทางจิต ไม่สามารถควบคุมอารมณ์ตัวเองได้ และต้องทานยารักษาตลอดเวลา โดยมีอาการดังกล่าวมาประมาณ 2 ปีแล้ว และทราบว่าก่อนเกิดเหตุหญิงคนดังกล่าวไม่ได้ทานยา อาการป่วยจึงกำเริบ ไม่สามารถควบคุมสติอารมณ์ได้

“ประธานศาลฎีกาทราบเรื่องดังกล่าวแล้ว และสั่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง พร้อมมีคำสั่งให้กลับมาปฎิบัติหน้าที่ ที่สำนักงานศาลยุติธรรม ระหว่างรอผลการสอบสวน หากพบว่าบกพร่องต่อหน้าที่ จะมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการ หรือหย่อนความสามารถในการทำงาน มีโทษสูงสุดคือให้ออกจากราชการ แต่มีสิทธิได้รับบำเหน็จบำนาญ”นายสืบพงษ์กล่าว

โฆษกสำนักงานศาลยุติธรรม ยังยอมรับว่าหญิงคนดังกล่าวดำรงตำแหน่งผู้พิพากษามากว่า 10 ปีแล้ว และเคยถูกดำเนินคดี ฐานดูหมิ่นเจ้าพนักงาน กรณีจอดรถกีดขวางการจราจร บริเวณถนนพหลโยธิน หน้าศาลอาญา เมื่อ ปี 2555 ถูกศาลพิพากษาปรับ 1 พันบาท และยังถูกดำเนินคดีฐานดูหมิ่นเจ้าพนักงานและทำให้เสียทรัพย์ กรณีปาข้าวกล่องใส่รถพล.ต.ท.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง ขณะดำรงตำแหน่งผบช.น. เมื่อปี 2556 และศาลพิพากษา จำคุก 2 เดือน ปรับ 2 พันบาท แต่รับสารภาพมีเหตุลดโทษ โดยโทษจำคุกให้รอลงอาญา 1 ปี และจากกรณีดังกล่าวสำนักงานศาลยุติธรรมได้มีคำสั่งให้ไปช่วยทำงานในตำแหน่ง ผู้พิพากษา ศาลชั้นต้น ประจำกองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ โดยทำงานด้านเอกสาร ไม่เกี่ยวกับการพิจารณาคดี
โฆษกสำนักงานศาลยุติธรรม ยอมรับว่า ที่ผ่านมามีผู้พิพากษาเข้าข่ายหย่อนความสามารถในการทำงาน อาทิ เจ็บป่วย เป็นโรคหลอดเลือดในสมองตีบตัน มะเร็ง รวมถึงอาการทางจิต เช่นเดียวกับ ผู้พิพากษา ท่านนี้หลายคน ซึ่งถูกย้ายให้ไปทำงานที่ไม่เกี่ยวข้องกับคดีความ และให้ออกจากราชการ ซึ่งถูกลงโทษแตกต่างกันออกไป

ความคิดเห็นจากสมาชิกเฟซบุ๊ก

comments