“จอห์น เทอร์รี่” ปราการหลังกัปตันทีม ออกมาประกาศอำลาทีมรัก ปิดฉากการค้าแข้งกับเชลซี เมื่อการแข่งขันในฤดูกาลนี้สิ้นสุดลง หลังรับใช้ต้นสังกัดมาอย่างยาวนานถึง 22 ปี ซึ่งตลอดเวลาที่ผ่านมา มีทั้งช่วงเวลาที่สุดวิเศษและช่วงเวลาที่ย่ำแย่ ซึ่งทาง Livesoccer888 ได้รวบรวมเหตุการณ์ที่สุดแห่งความทรงจำ ของแซ็นเตอร์ฮาร์ฟมากฝีมือผู้นี้มาฝากกัน

John-Terry

⚽️ ก้าวแรกสู่ทีมชุดใหญ่ จุดเริ่มต้นของตำนานการค้าแข้งของ “จอห์น เทอร์รี่” ได้เริ่มต้นขึ้นเมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 1998 เมื่อ “จานลูก้า วิอัลลี่” ดาวยิงตัวเก๋าที่ควบตำแหน่งกุนซือของทีมในเวลานั้น ส่ง “เจที” ที่ตอนนั้นเป็นกองหลังดาวรุ่งวัย 17 ปี ลงเล่นเป็นตัวสำรองของสิงห์บลูชุดใหญ่อย่างเป็นทางการครั้งแรก ใน เกม ลีก คัพ นัดที่ต้องเจอกับ แอสตัน วิลล่า

⚽️ ประตูแรกภายใต้เสื้อสีน้ำเงิน ประตูแรกของ จอห์น เทอร์รี่ ในวัย 19 ปี หลังสวมยูนิฟอร์มสิงห์บลูมา 2 ปี ซึ่งเจ้าตัวสามารถจารึกชื่อตัวเองบนสกอร์บอร์ดคนแรก ในเกม เอฟ เอ คัพ รอบ 6 ที่ เชลซี ถล่ม จิลลิ่งแฮม 5 ประตูต่อ 0 เมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2000 ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญที่ทำให้สามารถคว้าแชมป์แรกในชีวิตค้าแข้ง พร้อมขยับเป็นผู้เล่นชุดใหญ่เต็มตัวในปีเดียวกัน

⚽️ รับบทผู้นำหนแรก หลังจากเลื่อนมาเล่นในชุดใหญ่ของสิงห์บลูได้เพียงไม่นาน ในปี ปี 2001 จอห์น เทอร์รี่ ก็สามารถพิสูจน์ตัวเองให้ “เคลาดิโอ รานิเอรี่” กุนซือของเชลซีในเวลานั้นเห็น และได้รับมอบหมายให้สวมปลอกแขนกัปตันทีมเป็นครั้งแรก ในเกมลีกที่พบกับ ชาร์ลตัน แอธเลติก ฉลองวันเกิดครบ 21 ปีของเจ้าตัวเอง ล่วงหน้าเพียง 2 วัน ก่อนที่จะได้รับมอบหมายให้รับหน้าที่กัปตันทีมอย่างเต็มตัวต่อจาก “มาร์กแซล เดอไซญี่” ในปี 2004 เป็นต้นมา

⚽️ แชมป์ลีกครั้งแรกในชีวิต การมาของ “โชเซ่ มูรินโญ่” ในปี 2005 กลายเป็นคีย์แมนสำคัญทำให้ เชลซี สามารถสร้างประวัติศาสตร์ให้กับสโมสร ด้วยคว้า แชมป์พรีเมียร์ลีก ครั้งแรก ในรอบ 50 ปี โดยมี จอห์น เทอร์รี่ คือกำลังมีส่วนร่วมกับทีมไม่น้อย ด้วยความแข่งแกร่งของแนวรับ ทำให้ในฤดูกาลนั้น เชลซี เสียเพียง 15 ประตู และแพ้เพียงนัดเดียวเท่านั้น ซึ่งด้วยความสามารถอันโดดเด่นของ จอห์น เทอร์รี่ ทำให้เจ้าตัวได้รับรางวัลผู้เล่นยอดเยี่ยมของ PFA อีกด้วย

⚽️ คืนสุดช้ำกลางกรุงมอสโค ในปี 2008 วันที่เลวร้ายที่สุดในชีวิตของ เทอร์รี่ เกิดขึ้นในเกมนัดชิงชนะเลิศ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก กับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ยอดทีมจากลีกเดียวกัน ที่ กรุงมอสโค ประเทศรัสเซีย โดยในเกมนั้นต้องลุ้นกันจนถึงการดวลลูกจุดโทษ ซึ่ง เทอร์รี่ ได้รับหน้าที่สังหารลูกตัดสินที่จะพาเชลซี เถลิงขึ้นแชมป์ยุโรปเป็นสมัยแรก แต่ดันเกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิดขึ้น ในจังหวะยิงเจ้าตัวเกิดลื่นจนทำให้พลาดไปชนเสา พลิกสถานการณ์ให้ “ปีศาจแดง” กลับมาคว้าแชมป์ เหตุการณ์นี้ทำเอาใจตัวถึงกับต้องเสียน้ำตากับความผิดหวังถึงขีดสุด

⚽️ เถลิงแชมป์ยุโรป ฝันร้ายตลอด 4 ปี ที่ผ่านมา ต้องหยุดลงในปี 2012 เมื่อเชลซี สามารถทะลุได้ถึงรอบชิงชนะเลิศ ซึ่งต้องดวลกับทีมมหาโหดจากบุนเดสลีกา เยอรมัน อย่าง บาเยิร์น มิวนิค โดยนัดนี้ จอห์น เทอร์รี่ ไม่ได้มีส่วนร่วมกับเกมเนื่องจากติดโทษแบน ทำได้เพียงแค่ให้กำลังใจเพื่อนร่วมทีมอยู่ข้างสนาม ซึ่งในเกมนี้เจ้าตัวเกือบจะอกหักซ้ำสองซะแล้ว เนื่องจาก เชลซี ตามหลังอยู่จนเกือบหมดเวลา แต่แล้ว “สิงห์บลู” ก็สร้างปาฏิหาริย์ให้ตัวเองด้วยการไล่ตีเสมอได้สำเร็จ ก่อนจะไปพลิกชนะในการดวลจุดโทษ ส่งผลให้ จอห์น เทอร์รี่ ได้ชูถ้วยบิ๊กเอียร์เป็นครั้งแรก

⚽️ คืนฟอร์มเก่งฉลองดับเบิ้ลแชมป์ ปี 2015 หลังจากที่ เทอร์รี่ ถูกลดบทบาทลงในยุคของ “ราฟาเอล เบนิเตซ” เนื่องจากสภาพความฟิตของร่างกาย แต่การกลับมาครั้งที่ 2 ของ “โชเซ่ มูรินโญ่” ในปี 2013 ทำให้ เทอร์รี่ ได้ยืนเป็นตัวจริงอีกครั้ง และในฤดูกาล 2014/15 เจ้าตัวได้รับโอกาสลงสนามครบทุกนัดในเกมลีก พร้อมกับงัดฟอร์มเก่งจนพาเชลซีควบ แชมป์พรีเมียร์ลีก และ ลีก คัพ ซึ่ง เทอร์รี่ ในวัย 34 ปี ในเวลานั้นยังได้รับตำแหน่งทีมยอดเยี่ยมของ PFA เป็นรางวัลในชีวิตอีกด้วย

และแล้วก็มาถึงเวลาที่ตำนานหมายเลข 26 แห่ง “เดอะ บริดจ์” กำลังจะอำลาทีมไป ด้วยสถิติการลงสนามมากกว่า 710 นัด รวมทุกรายการ ถ้วยแชมป์อีก 14 ใบ นั่งการันตีได้ว่า จอห์น เทอร์รี่ คือ 1 ในบรรดายอดนักเตะที่ประสบความสำเร็จสูงที่สุดตลอดกาลของเกาะอังกฤษ ด้วยความที่มุ่งมั่น ทุ่มเท เกินร้อย บวกกับความเป็นผู้นำในสนามของเจ้าตัว จะเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับนักเตะรุ่นใหม่ๆได้อย่างดี

เกียรติประวัติ “จอห์น เทอร์รี่”

⚽️ แชมป์ พรีเมียร์ลีก ฤดูกาล 2004-2005, 2005-2006, 2009-2010, 2014-2015,2016-2017

⚽️ แชมป์ เอฟเอคัพ ปี 2007, 2009, 2010, 2012

⚽️  แชมป์ ลีกคัพ ฤดูกาล 2004-2005, 2006-2007, 2014-2015

⚽️  แชมป์ คอมมูนิตี้ ชิลด์ ปี 2005, 2009

⚽️  แชมป์ ยูฟ่า คัพ ฤดูกาล 2012-2013

⚽️ แชมป์ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก ฤดูกาล 2011-2012

ติดตามข่าวสาวเพิ่มเติมได้ที่ : livesoccer888

ความคิดเห็นจากสมาชิกเฟซบุ๊ก

comments