คุณพ่อคุณแม่มือใหม่ป้ายแดงหลายคนคงอาจจะสงสัย และตั้งคำถามว่า ทำไม ? คนโบราณสามารถใช้ ‘กล้วย’ มาป้อนเพื่อเลี้ยงเด็กทารกได้ แต่ทำไมในยุคนี้แพทย์แผนปัจจุบันถึงไม่ไม่แนะให้ผู้ปกครองใช้กล้วยมาป้อน เพื่อเลี้ยงเด็กทารก วันนี้ เว็บไซต์ Thairats.com จะมาไขข้อสงสัยกันนะคะ

ไขข้อสงสัย! ทำไมถึงไม่ควรใช้กล้วยเลี้ยง 'เด็กทารก'

ใน ‘กล้วย’ ทุกชนิด ขณะที่ยังเป็น ‘กล้วยดิบ’ นั้นเนื้อกล้วยจะมีแป้งเป็นส่วนประกอบมากกว่าน้ำตาล โดยแป้งของกล้วย จะมีส่วนที่ไม่สามารถย่อยได้ในทางเดินอาหารมนุษย์ อยู่ในสัดส่วนที่สูงกว่าผลไม้ชนิดอื่น

โดยแป้งชนิดนี้ ทำให้เกิดอาการ ท้องผูก , ท้องอืด , และ ปวดท้อง ได้แม้ในผู้ใหญ่ และสำหรับ ‘เด็กทารก’ ความสามารถในการย่อยแป้งน้อยกว่าผู้ใหญ่อยู่แล้ว จึงเสี่ยงต่อการเกิดปัญหาได้

ข้อ 1. ‘Resitance Strach’ หรือแป้งที่ย่อยไม่ได้นี้ จะเปลี่ยนสภาพไปเป็นน้ำตาลเมื่อกล้วยสุกงอม โดยต้องเป็นการสุกแบบธรรมชาติ หากมีการเก็บกล้วยไว้ในที่เย็นหรือบ่มกล้วยด้วยวิธีอื่นๆ การเปลี่ยนแป้งไปเป็นน้ำตาลจะลดลง

ข้อ 2. กล้วยในปัจจุบันที่ขาย มักจะถูกตัดมาตั้งแต่ยังไม่สุก แล้วมีการขนส่ง การบ่มหรือ การแช่เย็นระหว่างทาง ดังนั้นโอกาสที่แป้งจะเปลี่ยนไปเป็นน้ำตาลได้ทั้งหมดก็จะลดลง

ข้อ 3. การเลือกกล้วยให้เด็กทารกกินของคนสมัยก่อน จะเป็นการเลือกกล้วยที่สุกงอม คือกล้วยมีการเปลี่ยนสีเปลือกเป็นสีดำบ้างแล้ว และเนื้อภายในนุ่มเละ เพราะแป้งถูกเปลี่ยนไปเป็นน้ำตาล อีกทั้งคนที่ป้อนบางครั้งมีการเคี้ยวกล้วยก่อน ‘เอนไซม์อะไมเลส’ จากน้ำลายจะช่วยย่อยแป้งในกล้วยที่ยังเหลืออยู่ให้หมดไป

ข้อ 4. ในปัจจุบันคนจำนวนไม่น้อยเลือกกล้วยให้เด็กทารก เป็นกล้วยที่เป็นสีเหลืองสวยงาม ลูกไหนดำๆก็ไม่ค่อยเอาให้กิน แถมช่วงหนึ่งที่กล้วยน้ำว้าหายาก ก็มีแต่กล้วยหอม ซึ่ง ‘กล้วยหอม’ มีสัดส่วนของแป้งที่ย่อยไม่ได้มากกว่า ‘กล้วยน้ำว้า’  แถมเมื่อความรู้เพิ่มขึ้น คนเรามักจะไม่เคี้ยวกล้วย หรือ ข้าวในปากแล้วคายไปป้อนเด็ก เพราะเสี่ยงต่อการติดเชื้อ นั่นก็เลยทำให้แป้งไม่ถูกย่อยด้วย ‘เอนไซม์อะไมเลส’ ในน้ำลาย

ข้อ 5. ทางเดินอาหารของ ‘เด็กทารก’ มีความสามารถในการย่อยแป้ง ไม่มากนัก และจะย่อยได้ดีขึ้นได้เรื่อยๆเมื่ออายุมากขึ้น ปัญหาก็คือ เด็กทารกแต่ละคนไม่เหมือนกัน ส่วนใหญ่อาจจะเริ่มย่อยได้ดีตั้งแต่อายุ 3 เดือน

และกินกล้วยได้โดยไม่มีปัญหาอะไร แต่หากเด็กคนนั้นโชคไม่ดี ลำไส้ย่อยไม่ได้ ก็อาจจะเกิดการอุดตันได้ แม้จะไปป้อนตอนอายุ 4 – 5 เดือนแล้วก็ตาม นี่ยังไม่นับว่าสมัยก่อนเด็กทารก มีอัตราการตายที่สูงมาก จนเราก็ไม่สามารถรู้ได้ว่า จริงๆตายเพราะป้อนอาหารผิด หรือตายเพราะติดเชื้อ

ดังนั้น ในยุคสมัยที่มีอินเตอร์เน็ต มีคอมพิวเตอร์ส่งจรวดไปนอกระบบสุริยะได้แล้ว คุณพ่อคุณแม่ และผู้ปกครองก็ควรเลือกหนทางที่ปลอดภัยที่สุด และอธิบายได้ด้วยวิทยาศาสตร์นะคะ

สนับสนุนข้อมูล ภาพ : เพจเฟซบุ๊ก ‘ความรู้สนุกๆแบบหมอแมว’

ความคิดเห็นจากสมาชิกเฟซบุ๊ก

comments