รถยนต์นั้นถือเป็นปัจจัยสำคัญอย่างมากในทุกการเดินทางของคุณ และเป็นสมบัติที่มีค่าสำหรับหลายๆคน กว่าจะเก็บเงินซื้อต้องใช้เวลานาน ดังนั้นเราจึงสมควรที่จะดูแล อีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญอย่างมากสำหรับรถยนต์ นั่นก็คือ ‘ยางรถยนต์’

วิธีเลือก 'ยางรถยนต์' อย่างถูกต้อง

วันนี้เว็บไซต์ Thairats จะมาแนะนำการเลือก และการดูแลรักษายางรถยนต์ เพราะ ‘ยางรถยนต์’ เป็นชิ้นส่วนสำคัญสำหรับรถยนต์ สำหรับส่วนประกอบสำคัญของยางนั่นก็คือ

เนื้อยางด้านนอกที่สัมผัสพื้นถนน ถัดมาคือส่วนเสริมความแข็งแรงของยางและโครงยาง ส่วนประกอบเหล่านี้จะทำให้ยางแข็งแรงช่วยให้ยึดเกาะถนน และในวันนี้เราจะมาแนะนำ 5 วิธีเลือกยางอย่างถูกต้องกันนะคะ

1. ในส่วนของดอกยาง

ดอกยางเป็นส่วนประกอบแรก ที่จะเห็นก่อนเวลาเลือกยาง อาจจะเลือกยางจากความสวยของดอกยาง จนลืมหน้าที่ของดอกยาง ซึ่งจริงๆ แล้วดอกยางทำหน้าที่ยึดเกาะพื้นถนนและรีดน้ำ ช่วยให้ควบคุมทิศทางได้ดีโดยไม่ลื่นไถล และยังช่วยกระจายน้ำหนัก รักษาสมดุลของรถยนต์ บางทียังช่วยเรื่องประหยัดน้ำมันอีกด้วย โดยทั่วไปแล้วดอกยางจะแบ่งออกเป็น 3 แบบ

ทั้งนี้ประเภทของดอกยาง มีอยู่ 3 รูปแบบคือ

– แบบสมมาตร (Non-Directional) ลักษณะดอกยางแบบนี้จะเหมือนกันทั้ง 2 ด้านทั้งซ้าย ขวา เน้นความนุ่มนวล ขับขี่สบาย สามารถสลับยางได้ทุกด้าน อีกทั้งยังดูแลรักษาง่าย มีราคาประหยัดและคุ้มค่าอีกด้วย

– แบบไม่สมมาตร (Asymmetrical) ลักษณะดอกยางจะแตกต่างกันทั้ง 2 ด้าน เพื่อใช้ในรถที่สมรรถนะสูง เข้าโค้งได้ดี และราคาค่อนข้างสูง

– แบบกำหนดทิศทางการหมุน (Directional) ลักษณะนี้จะเป็นแบบ ทิศทางที่ต้องใส่ต้องตามที่ยางกำหนด มีคุณสมบัติรีดน้ำได้ดีมากที่สุด เหมาะกับรถยนต์ที่ใช้ความเร็วสูง แต่ราคาแพง

อย่างไรก็ตามการเลือกยางควรเบือกยางให้เหมาะสมกับการใช้งานของรถยนต์ อย่างรถยนต์ที่ใช้ประจำวัน ก็ควยเลือกแบบสมมาตร เพราะจะได้ประสิทธิภาพที่ครอบคลุมการใช้งาน อีกทั้งยังช่วยประหยัดน้ำมัน คุ้มค่าเรื่องราคาอีกด้วย

2 . ในส่วนของ ‘ตัวเลข’ – ‘ตัวอักษร’ บนแก้มอย่างสื่อถึงอะไร

ตัวเลขบนแก้มยาง ยกตัวอย่างเช่น 195/60 R15 จะเป็นกลุ่มเลขที่เห็นได้บนยางทุกเส้น แต่อาจจะแตกต่างกันไปบ้าง ก็ขึ้นอยู่กับขนาดและประเภทของยาง วิธีการอ่านก็ไม่ยาก ดังนี้

– เลข 195 หมายถึง ขนาดของหน้ายาง ความกว้างของยางนั่นเอง จะมีหน่วยเป็นมิลลิเมตร เช่นในที่นี้ก็คือ ยางเส้นนี้มีขนาดความกว้างอยู่ที่ 195 มม.

– เลข 60 คือ เป็นเลขจำนวนเปอร์เซ็นต์ ส่วนที่จะบอกความสูงของแก้มยาง ต่อความกว้างของหน้ายาง วิธีคำนวณก็คือ 195 x (60/100) = 117 มม. ความสูงจริงของยางเส้นนี้คือ 117 มม. นั่นเอง

R15 หมายถึง ตัว R คือ ยางเป็นประเภทเรเดียล และ15 คือขนาดของยางที่จะใช้กับวงล้อขนาด 15 นิ้ว

– เลข 88 คือ รหัสบอกน้ำหนักที่ยางเส้นนี้สามารถรับน้ำหนักได้ ตัวเลข 88 นี้จะแทนการรับน้ำหนัก 560 กก.

– อักษร H คือ ตัวบอกความเร็วสูงสุดที่ยางสามารถวิ่งได้โดยไม่เกิดอันตราย ในที่นี่ตัว H จะแทนความเร็วสูงสุดที่ 210 กม./ชม.

และนอกเหนือการตัวเลขชุดนี้แล้ว ก็ยังมีกลุ่มตัวเลขอีกชุดที่ควรจะรู้ไว้ คือจะบอกช่วงวันเวลาที่ผลิต คนเลือกซื้อจะได้รู้ว่าเป็นยางที่ผลิตเมื่อไหร่ ตัวอย่างเช่น 1017 วิธีการอ่านก็จะอ่านกันเป็นคู่ๆ

โดย เลขคู่หน้าหมายถึง สัปดาห์ที่ผลิต โดยนับจากจำนวนสัปดาห์ทั้งปี 52 สัปดาห์ ส่วนเลขคู่หลังหมายถึงปี ค.ศ. เลข 17 คือ ปี 2017 ถ้าอ่านคู่กันก็คือสัปดาห์ที่ 10 ปี 2017 จะได้ประมาณเดือนมีนาคม ปี 2017 นั่นเอง

3. เลือกยางให้คุ้มค่า ได้ทั้งสมรรถนะและความประหยัด

ควรเลือกยางที่มีเทคโนโลยี ลดการต้านทานการหมุนที่ดี ใช้ส่วนผสมเนื้อยางด้วยวัสถุดิบที่เหมาะสม จะช่วยให้ยางมีสมรรถนะที่ดี และช่วยประหยัดน้ำมันด้วย

ส่วนการออกแบบดอกยาง ร่องยาง จะมีผลเรื่องการยึดเกาะถนนและอายุการใช้งานที่ยาวนานมากขึ้น ก่อนการเลือกซื้อยางจึงต้องศึกษาข้อมูลของผู้ผลิตให้ดี จะช่วยเพิ่มความมั่นใจในการเลือกยางมากขึ้น

4. ระยะเวลาที่ควรเปลี่ยนยาง

ยางส่วนใหญ่ มีอายุการใช้งาน 3-5 ปี แต่ช่วงเวลาที่เหมาะกับการเปลี่ยนยางก็คือ เป็นไปตามสภาพของยาง และดอกยางในปัจจุบัน เพราะทุกวันที่มีการใช้งานยางจะต้องเจอกับพื้นถนนที่แตกต่างกันหลายแบบ

ในบางครั้งอาจจะมีตะปู ของแหลมคม หลุมบ่อ การกระแทกที่รุนแรง อาจจะทำให้ยางเกิดรอยแผล บวม โครงสร้างยางเสียหาย ดอกยางสึกหรอ ความลึกร่องยางเหลือ ไม่ถึง 1.5 มม. หรือจอดเฉย ๆ ไม่ได้ใช้งานเป็นเวลานานทำให้ยางเสื่อมแข็ง อาการแบบนี้ควรจะรีบเปลี่ยนยางทันทีเพื่อความปลอดภัย ฉะนั้นควรก้มไปตรวจเช็คยางที่ใช้อยู่ว่าสมควรเปลี่ยนได้หรือยัง และควร สลับยางทุก ๆ 10,000 – 15,000 กม. ของการใช้งาน

5. การดูแลรักษายาง ทำได้อย่างไร

กรณีที่เป็นยางใหม่ ให้เพิ่มความถี่ในการตรวจเช็คลมยางให้มากกว่าปกติ หรือในช่วง 3,000 กิโลเมตรแรก เนื่องจากโครงสร้างยางในช่วงนี้จะมีการขยายตัว ทำให้ความดันลมยางลดลง และเพื่อป้องกันการที่ลมรั่วซึมที่วาล์วและแกนวาล์ว ทุกครั้งที่เปลี่ยนยางใหม่และมีฝาปิดวาล์วตลอดเวลา

ควรที่จะสลับตำแหน่งยาง เพื่อช่วยให้มีการสึกหรออย่างสม่ำเสมอเท่าๆ กัน โดยยางเรเดียลจะสลับทุกๆ ระยะทาง 10,000 กิโลเมตร และยางผ้าใบจะประมาณ 5,000 กิโลเมตร และควรบำรุงรักษาระบบช่วงล่างของรถยนต์ให้สมบูรณ์อยู่เสมอ

และตรวจสอบศูนย์ล้อให้ได้มาตรฐานของรถยนต์ โดยวิธีตรวจสอบศูนย์ล้อด้วยตัวเอง ว่าเป็นปกติหรือไม่ สังเกตง่ายๆ เวลาเลี้ยว 90 องศา ให้ดูการคืนพวงมาลัยเป็นปกติหรือไม่ ถ้าต้องดึงพวงมาลัยช่วยคืน แสดงว่าศูนย์ล้อเริ่มไม่ปกติ จึงควรนำกลับไปตั้งศูนย์ถ่วงล้อใหม่ที่ศูนย์บริการ

 

เรียบเรียงเนื้อหาโดย : แอดมินเว็บไซต์  Thairats.com
ข้อมูลเนื้อหาเพิ่มเติม : เว็บไซต์ carvariety.com

ความคิดเห็นจากสมาชิกเฟซบุ๊ก

comments