ในการตั้งครรภ์หนึ่งครั้ง ร่างกายของผู้หญิงจะมีการเปลี่ยนแปลงมากมาย ทั้งทางร่างกายและจิตใจ ร่างกายและจิตใจของคุณแม่ย่อมเปลี่ทยนแปลงไป เป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนในร่างกาย ในส่วนของร่างกายในตลอดระยะเวลาการตั้งครรภ์ 9 เดือน สิ่งที่เปลี่ยนแปลงมากที่สุดคงหนีไม่พ้นมดลูก ซึ่งจะขยายขนาดใหญ่ขึ้นได้ถึงเกือบ 20 เท่าตัว โดยมดลูกจะสามารถขยายตัวได้เท่ากับลูกโป่งลูกใหญ่ที่มีปริมาณน้ำกว่า 5 ลิตร เลยทีเดียว ดังนั้น จากลักษณะทางกายภาพของมดลูกที่เปลี่ยนแปลงนี้อาจส่งผลกระทบโดยตรงกับระบบการย่อยอาหาร ซึ่งจะทำให้คุณแม่ตั้งครรภ์มีอาการแปลกๆ อาการที่พบได้บ่อยกับระบบทางเดินอาหาร คือ อาการท้องผูก และ ท้องร้องโครกคราก

อาการท้องผูก และ ริดสีดวงทวาร

การเปลี่ยนแปลงของระบบทางเดินอาหารของคุณแม่ขณะตั้งครรภ์ นอกเหนือต้นเหตุของการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนแล้ว ยังเกิดจากลักษณะทางกายภาพที่มีการเปลี่ยนแปลง ขนาดของมดลูกที่มีการขยายขนาดใหญ่ขึ้นมากจนไปกระทบระบบทางเดินอาหาร มีผลทำให้ทำงานเคลื่อนไหวของระบบทางเดินอาหารทำได้น้อยลงจนส่งผลถึงระบบการย่อยที่มีประสิทธิภาพที่ลดลง คุณแม่ที่ตั้งครรภ์จึงอาจเกิดอาการท้องผูกได้ ในบางกรณีอาจพบอาการกรดไหลย้อนเข้าไปในหลอดอาหาร ทำให้เกิดอาการแสบร้อนที่ทรงอก หรือ Heartburn ส่งผลให้รับประทานและกลืนอาหารได้ยากอีกด้วย อาการท้องผูกคุณแม่ขณะตั้งครรภ์ มักจะพบได้บ่อยในกรณีที่รับประทานผัก ผลไม้ และอาหารที่มีกากใยน้อย ยิ่งถ้ามีการขับถ่ายอุจจาระไม่เป็นปกติ ทำให้ต้องใช้แรงเบ่งเวลาที่ขับถ่ายอุจจาระ ซึ่งเพิ่มความดันต่อกลุ่มเนื้อเยื่อหลอดเลือด จนส่งผลให้หลอดเลือดบริเวณทวารหนักเกิดการโป่งพอง หรือ เกิดหลอดเลือดขอดจนทำให้เกิดเป็นก้อนริดสีดวงทวาร และอีกสาเหตุหนึ่ง ของริดสีดวงทวารของคุณแม่ขณะตั้งครรภ์ จะมาจากน้ำหนักของครรภ์จะกดทับลงบนกลุ่มเนื้อเยื่อหลอดเลือดเป็นจำนวนมากกว่าปกติ และแรงดันในช่องท้องและในอุ้งเชิงกรานเพิ่มสูงขึ้น ทำให้ระบบการหมุนเวียนเลือดเปลี่ยนแปลงไป และจะพบการคั่งของเลือดในหลอดเลือดจนเกิดอาการหลอดเลือดบวมพอง จนเป็นสาเหตุของริดสีดวงทวาร ได้อีกด้วย

ท้องร้องโครกคราก เหมือนมีลมในท้อง

อีกอาการหนึ่งที่พบได้บ่อยในระบบทางเดินอาหารของคุณแม่ขณะตั้งครรภ์ คือ ท้องร้องโครกคราก เสียงลมในท้อง ท้องอืด ท้องเฟ้อ เสียงเหล่านี้ล้วนเกิดจากปัญหาของแก๊สในช่องท้องซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการย่อยอาหาร ที่มีกรดและแบคทีเรียในกระเพาะอาหารและลำใส้เป็นตัวการสำคัญ และอีกสิ่งหน่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ คือ สภาวะที่มีการเปลี่ยนแปลงด้านอารมณ์ทำให้เกิดความเครียดของคุณแม่ขณะตั้งครรภ์ ทำให้เกิดการหลั่งกรดในกระเพาะอาหารในปริมาณที่มากกว่าปกติ ส่งผลให้คุณแม่อาจรู้สึก อึดอัด เนื่องจากมีแก๊สปริมาณช่องท้อง ยิ่งอายุครรภ์มากกว่า 28 สัปดาห์อาการก็จะเพิ่มขึ้น บางครั้งอาจจะมี เสียงโครกครากในท้อง ตามมาอีกด้วย

วิธีแก้ไขอาการ ท้องผูก ท้องร้องโครกคราก ของคุณแม่ขณะตั้งครรภ์

การแก้ไขอาการท้องผูก ท้องร้องโครกคราก ของคุณแม่ตั้งครรภ์นั้นไม่ใช่เรื่องยาก เพียงแต่ว่าต้องมีการปรับปรุงพฤติกรรมการบริโภคเพื่อให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนและลักษณะทางกายภาพของคุณแม่ตั้งครรภ์ ดังนี้

ลดปริมาณ และ เพิ่มมื้ออาหาร

การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคอาหารของคุณแม่ขณะตั้งครรภ์นับว่าเป็นสิ่งที่สำคัญเป็นอย่างมาก การหลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารครั้งละมากๆ จะช่วยให้ระบบการย่อยอาหารไม่ต้องทำงานหนักจนเกินไปซึ่งจะนำมาซึ่งสาเหตุและ ภาวะการเกิดแก๊สในช่องท้อง และเสียงท้องร้องโครกคราก เพื่อให้คุณแม่ยังสามารถรับสารอาหารได้ตามปกติ จึงควรเพิ่มมื้อของอาหาร หรือ อาจจะรับประทานอาหารเป็นมื้อย่อยๆ โดยทิ้งช่วงระยะเวลาห่างกัน 2-3 ชั่วโมงก็ได้

ปรับเปลี่ยนประเภทของอาหารที่บริโภค

คุณแม่ตั้งครรภ์ควรเปลี่ยนประเภทอาหารที่บริโภคในทุกๆมื้อ เน้นการบริโภคอาหารที่มีกากใยสูงผัก และผลไม้ หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารที่ย่อยยาก เช่น เนื้อสัตว์ ซึ่งจะทำให้ระบบการย่อยอาหารต้องทำงานหนัก หลีกเลี่ยงอาหารมัน และ อาหารทอด เพราะร่างกายจะต้องขับกรดออกมาในปริมาณที่มากกว่าปกติเพื่อทำการย่อยอาหารมันและจะส่งผลให้เกิดแก๊สในกระเพาะอาหารในปริมาณที่มากกว่าปกติได้ หลีกเลี่ยงการบริโภคน้ำอัดลม หรือ โซดา ซึ่งเป็นสาเหตุหลักในการเพิ่มปริมาณแก๊สในกระเพาะอาหารของคุณแม่ตั้งครรภ์โดยตรงอีกด้วย

 

ความคิดเห็นจากสมาชิกเฟซบุ๊ก

comments