ก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์

ช่วงนี้เป็นข่าวบ่อยเหลือเกินสำหรับข่าวสตาร์ทรถแล้วนอน เสียชีวิต อันเป็นสาเหตุมาจาก ก๊าซที่ชื่อว่า ก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ (Carbon monoxide) และเจ้าก๊าซตัวนี้นั้นสามารถทำอันตรายต่อคนด้วยวิธีใด วันนี้เรามาทำความรู้จักกัน

ก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ (Carbon monoxide) บางครั้ง คุณเองก็เป็นคนปล่อยก๊าซชนิดนี้เองด้วยหากคุณใช้ในการเดินทาง เนื่องจากก๊าซชนิดนี้ไม่ได้มีแหล่งกำเนิดมาจากแค่ในอุตสาหกรรม เท่านั้น เพราะก๊าซสามารถมาได้จาก รถยนต์ จักรยานยนต์ หรือรถอื่นๆ ที่ใช้เครื่องยนต์เป็นตัวขับเคลื่อน รวมถึงการเผาไหม้ที่ไม่สมบูรณ์ของเชื้อเพลิงต่างๆ เช่นน้ำมันเบนซิน น้ำมัน และไม้เป็นต้น
ในประเทศสหรัฐอเมริกา ทุกๆ ปี มีผู้ป่วยประมาณ 15,000 คนที่ต้องเข้าห้องฉุกเฉินจากพิษของก๊าซชนิดนี้และมีผู้ป่วยเสียชีวิตสูงถึงปีละประมาณ 500 คน [1] สำหรับประเทศไทยในปี พ.ศ. 2535 ได้มีการออกพระราชบัญญัติโรงงาน พระราชบัญญัติการสาธารณสุขและพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ เพื่อควบคุม ป้องกัน และจัดการกับปัญหาจากก๊าซชนิดนี้ โดยกำหนดให้รถยนต์ที่ใช้น้ำมันเบนซินเป็นเชื้อเพลิงที่ผลิตขึ้นมาใหม่ต้องมีการติดตั้ง Catalytic converter [2] แสดงดังรูปที่ 1 ซึ่งเป็นอุปกรณ์ขจัดมลพิษในท่อไอเสีย ซึ่งอุปกรณ์ Catalytic converter จะประกอบด้วย Catalyte สองส่วนโดยในส่วนแรกคือ Reduction catalyst ซึ่งทำหน้าที่เปลี่ยนก๊าซไนโตรเจนมอนอกไซด์ซึ่งเป็นอันตรายต่อร่างกาย ให้เป็นก๊าซไนโตรเจนและออกซิเจน และในส่วนที่สองชื่อว่า oxidation catalyst ทำหน้าที่เปลี่ยนคาร์บอนมอนอกไซด์เป็นคาร์บอนไดออกไซด์ที่มีอันตรายน้อยกว่า

ก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์

แต่อย่างไรก็ตามจากรายงานมลพิษทางอากาศจากก๊าซชนิดนี้ในปี พ.ศ. 2542 ของกรุงเทพมหานคร พบว่าปริมาณความเข้มข้นของก๊าซชนิดนี้ยังสูงเกินค่ามาตรฐาน ค่าเฉลี่ย 8 ชั่วโมงวัดได้ 9 ppm โดยเฉพาะบริเวณถนนอิสรภาพ ถนนจรัลสนิทวงศ์ ถนนหลานหลวง ถนนพระสุเมรุ ถนนพระรามที่ 1 เป็นต้น [4] เพราะฉนั้นอยากให้ทุกคนที่ใช้รถเป็นพาหนะเดินทางหมั่นตรวจสอบ เช็คเครื่องยนต์อยู่อย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้เกิดการสันดาปที่สมบูรณ์ลดการปล่อยก๊าซชนิดนี้ออกสู่บรรยากาศเพราะอันตรายจากก๊าซชนิดนี้ถือเป็นภัยเงียบอย่างที่คุณคิดไม่ถึงกันเลยทีเดียว
อันตรายจาก ก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ สูตรทางเคมีประกอบไปด้วยอะตอมคาร์บอนและออกซิเจนอย่างละ 1 อะตอมได้เป็น CO คุณสมบัติทางกายภาพ เป็นก๊าซไม่มีสี ไม่มีกลิ่น มีความหนาแน่น 0.97 ซึ่งเบากว่าอากาศ [5] ความว่องไวต่อการทำปฎิกิริยาต่ำและสามารถปะปนอยู่ในอากาศได้นาน 1-2 เดือน [6] จัดเป็นก๊าซพิษที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพมนุษย์เนื่องจากเป็นก๊าซที่ไม่มีกลิ่น ทำให้เข้าสู่ร่างกายได้โดยที่เราไม่รู้ตัวและเมื่อก๊าซชนิดนี้เมื่อเข้าสู่ร่างกายสามารถสะสมอยู่ในร่างกายได้โดยจะไปรวมตัวกับฮีโมโกลบินในเม็ดเลือดแดงได้ดีกว่าออกซิเจนประมาณ 200-250 เท่า (แสดงดังรูปที่ 2) ทำให้การลำเลียงออกซิเจนไปสู่เซลล์ต่างๆ ของร่างกายลดน้อยลง ส่งผลให้ร่างกายเกิดอาการอ่อนเพลีย สมองขาดออกซิเจน และถ้าได้รับก๊าซคาร์บอนมอนอนไซด์ในปริมาณมากอาจทำให้ร่างกายเกิดอาการขาดออกซิเจนเฉียบพลันถึงขึ้นเสียชีวิตได้

ก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์

รูปที่ 2 ภาพจำลองการจับเซลล์เม็ดเลือดแดงของ ก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์, ที่มาของภาพ:
นอกจากนี้ จากงานวิจัยของ JAMES J. McGRATH [8] ซึ่งทำการวิจัยเกี่ยวกับผลของก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ที่มีต่อระบบหัวใจในหนูสายพันธุ์ Sprague Dawley พบว่าหลังจาก 8 นาทีผ่านไปอัตราการเต้นหัวใจของหนูมีค่าลดลงเมื่อได้รับการฉีดสารละลายก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์เข้าสู่กระแสเลือด และเมื่อระดับความเข้มข้นของก๊าซเพิ่มขึ้นส่งผลให้อัตราการเต้นของหัวใจลดต่ำลงแสดงผลการทดลองดังรูปที่ 3

ก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์
รูปที่ 3 ผลของความเข้มข้นก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ที่มีต่ออัตราการเต้นหัวใจของหนู, ที่มาของภาพ: จากงานวิจัยของ JAMES J. McGRATH [8]

ผลกระทบของก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ที่มีต่อสุขภาพมนุษย์ในระดับที่ความเข้มข้นต่างๆ แสดงดังนี้

  • ระดับความเข้มข้น 50 ppm ถึง 200 ppm อาการ ปวดศีรษะเล็กน้อยและอ่อนเพลีย
  • ระดับความเข้มข้น 200 ppm ถึง 400 ppm อาการ คลื่นไส้ อาเจียน วิงเวียนศีรษะอย่างรุนแรงและอาจถึงขั้นเป็นลม
  • ระดับความเข้มข้นประมาณ 1,200 ppm อาการ หัวใจเต้นเร็วขึ้นผิดปกติ และเริ่มเต้นผิดจังหวะ
  • ระดับความเข้มข้นประมาณ 2,000 ppm อาการ อาจถึงขั้นหมดสติ และอาจถึงเสียชีวิต
  • ระดับความเข้มข้นประมาณ 5,000 ppm อาการ อาจทำให้เสียชีวิตภายในไม่กี่นาที แต่อาจจะรอดชีวิตถ้ารีบนำผู้ป่วยออกจากบริเวณอับอากาศมาสู่บริเวณที่มีอากาศบริสุทธิ์ หรือมีออกซิเจนเพียงพอ

วิธีการปฐมพยาบาลเบื้องต้น

สำหรับผู้ได้รับ ก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ ในขั้นแรกให้รีบเคลื่อนย้ายผู้ป่วยไปยังสถานที่ที่มีอากาศบริสุทธิ์ แต่ถ้าไม่สามารถเคลื่อนย้ายผู้ป่วยได้ให้รีบทำการเปิดหน้าต่างหรือประตู เพื่อให้มีอากาศหมุนเวียนเข้าออกได้สะดวกทั้งนี้ต้องกระทำโดยเร็วที่สุด แต่หากเห็นว่าผู้ป่วยหายใจขัดหรือหยุดหายใจ ต้องรีบผายปอด แล้วรีบนำส่งโรงพยาบาลหรือหากโทรเรียกให้รถโรงพยาบาลมารับ ควรแจ้งให้มีการนำเครื่องช่วยหายใจมาด้วย
ที่มา NIDA

ความคิดเห็นจากสมาชิกเฟซบุ๊ก

comments