คำต่อคำจากปาก เก้า จิรายุ แฉโดนอดีตผู้จัดการโกงเงินร่วม 10 ล้าน

กลายเป็นประเด็ดร้อนขึ้นมาทันที เมื่อดาราหนุ่ม เก้า จิรายุ ละอองมณี พาคุณแม่ ก้อย และทนายส่วนตัว ตั้งโต๊ะแถลงข่าวกรณีที่ถูกอดีัตผู้จัดการส่วนตัวโกงเงินไปหลายล้านลาท โดยได้มีการพูดถึงเรื่องราวทั้งหมดว่า

แม่ : เริ่มรู้จักช่วงน้องเก้าเข้ามหาวิทยาลัย เขาชวนทำธุรกิจเราก็อยากให้มีธุรกิจมารองรับวางแผนชีวิตให้ลูกมากขึ้นจึงตัดสินใจทำ เราเชื่อใจเขาเพราะของมันขายได้และมีชื่อเสียง ทำมาสักระยะเขาบอกบริษัทมีปัญหาโดนตรวจสอบ เขาก็บอกว่าเดี๋ยวขึ้นศาลก็ได้ มาเรื่อยๆ เราก็รอเงิน ตัวเขาก็อาสาช่วยดูแลน้องนะ เขาก็จับจุดนี้มาจี้ว่าเรามีปัญหานะ สักพักเก้าจะไม่มีงานเลยนะ เรื่องพวกนี้เขาเคลียร์ได้เพราะรู้จักนักข่าวซึ่งเขาไม่หวังผลตอบแทนบอกว่าเงินเขาเยอะอยู่แล้ว เราก็ไว้ใจ

เขาเข้ามาช่วยดูแลน้องประมาณปีกว่า ไม่เกินสองปี ปกติถ้าเรื่องรับเงินจากการทำงานมันค่อนข้างชัดเจน เพราะเก้าจะรับผ่านบริษัทชื่อเก้าจิรา เก้าจะรับงานผ่านบริษัทเก้าจิราเท่านั้น มาตลอดมาประมาณ6ปี เพราะบริษัทนี้เหมือนดูแลเก้าอยู่แล้ว

เก้า จิรายุ : ถ้าเป็นส่วนของตัวผมเริ่มมีปัญหา เขาจะมีอะไรให้เราเอะใจ เขาพูดกับเราและแม่เราคนละอย่างทำให้เราสองคนไม่ค่อยได้คุยกัน พอตอนนี้ผมได้คุยกับแม่เคลียร์แล้วทำให้ผมรู้สึกแย่มากที่ผมไม่คุยกับแม่เลยส่วนใหญ่มาจากเรื่องที่เขาพูดกรอกหูทั้งสองฝ่าย

แม่ : เขาจะบอกว่าเราอย่าคุยกับเก้านะ แม่ต้องห้ามบอกเก้านะเรื่องนี้ ยกตัวอย่างเรื่องป่วย แม่ต้องไม่บอกเก้านะ เดี๋ยวเก้าจะกังวลว่าเขาป่วย เขาป่วยบ่อยมาก เขาบอกว่าเขาเป็นโรค SLE (โรคที่เกิดจากภูมิของตัวเอง) ตัวเขาเองต้องใช้เงินรักษาเดือนละหลายแสน สั่งยาจากต่างประเทศ เราก็ต้องประคับประคองเขาไป คิดว่าเดี๋ยวคงได้เงินกลับมา คิดว่าถ้าเขาทำงานให้เรา การที่จะดูแลคนคนหนึ่ง เราคิดว่าน่าจะทำนะ

เงินที่เสียไปอันแรกก็ลงทุนธุรกิจ ในส่วนของค่ารักษานี่แหละค่ะ คือเขาบอกว่าไม่ยืมเงินโดยตรง เขาบอกว่ากำลังจะตาย เราก็แบบอ้าวยังไงหละ เขาจะห้ามเราบอกคนอื่น เขาบอกว่าเขาจะไม่รักษาแล้ว ถ้าเขาเป็นอะไรไปก็ฝากน้องด้วย คิดว่าถ้าเขาหาเงินมาเป็นล้าน ก็ต้องรักษาหมด เราก็เลยเสนอว่าใช้ค่ายาเท่าไร ให้เราออกให้ไปก่อน ค่ารักษาเท่าไรก็หลายอยู่ค่ะ รวมๆกันแล้วก็7หลัก

เพิ่งมาเอะใจเมื่อต้นปีที่ผ่านมา อย่างที่เก้าบอกว่ามันเริ่มหนักหนาแล้ว เขาก็บอกว่า3ปีที่ติดนู้นติดนั้น เราก็ถามว่าเขาได้สมุดเอกสารบัญชีคืนหรือยัง เขาก็บอกว่ายาวๆเลยแม่ เราก็อึ้ง แต่พอดีช่วงนั้นเป็นช่วงที่น้องออกเพลง ทุกครั้งที่ทำอะไรเราจะห่วงความรู้สึกเก้า เราเสียเงินไปถ้าเก้ามีความสุข เราเต็มใจ เพราะเป็นสิ่งที่เราอยากได้ ระหว่างนั้นมีก็มีเหตุ คือมีผู้ใหญ่ในวงการเตือนว่า ในข่าวว่าทำงานกับคนนี้เลย ตอนแรกเราก็ยังไม่กล้าพูด เรายังเชื่อว่าเขาไม่ได้โกหก ยังเชื่อใจ

เก้า จิรายุ : รู้สึกเอะใจช่วงหลังๆ สิ่งที่ผมรู้สึกอย่างเดียวเลยคือ ผมมีปัญหากับแม่ทำให้เราไม่คุยกับแม่เลย เพราะเรื่องที่เขาเอามาพูดกับเรา สุดท้ายแล้วพอผมยังไม่รับรู้เรื่องราวทั้งหมด ผมก็ยังไม่ได้เชื่อแบบ ไม่ได้คิดว่าเขาไม่ดี ยังคิดว่าเขาโอเค จนมีผู้ใหญ่หลายๆท่านเริ่มมาคุยกับเรา พอทุกอย่างกระจ่าง เราก็โอเคต้องเชื่อแล้วหละ เพราะมีเรื่องอะไรหลายๆอย่างมาเป็นเหตุผลที่ทำให้เราต้องเชื่อ ตอนนี้ก็ไม่ได้คุยกันเลย

แม่ : ที่บอกว่าผู้ใหญ่บอกเราก็เริ่มตรวจสอบ ตอนแรกไม่ได้ตรวจสอบด้วยตัวเอง เพราะยังกลัวอยู่ว่าถ้าตรวจสอบแล้วมันไม่จริง มันจะกลายเป็นเราไม่ไว้ใจ จะทำงานกันไม่ได้ แต่ผู้ใหญ่กับญาติก็เอาหลักฐานมาให้ ครั้งแรกเราไม่เชื่อ แต่สุดท้ายเราก็เชื่อแล้วอีกอย่างหลักฐานทุกอย่าง มันคนละเรื่องที่เขาบอกเรา ถามว่าเราจะไม่เชื่อได้ไหม มันไม่ได้เพราะมันประกอบด้วยหลักฐานที่ขัดเจน มีคดี ทั้งอาญาและแพ่ง มีแบล็คลิส

พอรู้ความจริงก็ยังไม่พูดกับเขา เราตัดสินใจปรึกษาผู้ใหญ่ก่อนว่าจะทำอย่างไร เราให้เก้าเชื่อก่อน แล้วผู้ใหญ่ก็พาเก้าไปคุย พอคุยแล้วก็หันมาคุยกัน รู้ตัวอีกทีหนึ่งคือเขาก็ไปแล้ว หลังจากนั้นก็ลองปรึกษาว่าเราควรจะทำอย่างไร เพราะมันมีอะไรหลายอย่างที่ผุดขึ้นมาเช่น มีการปรับลายเซ็นบริษัท ก็ได้รับคำแนะนำให้บันทึกประจำวัน

เก้า จิรายุ : เราก็ปรึกษาทางทนาย หลักๆที่มาวันนี้ก็จะบอกว่า ก่อนหน้านี้เราแนะนำเขาว่าเป็นพี่สาวจะได้ทำงานง่าย มีความน่าเชื่อถือ แต่บอกว่าผมเป็นลูกคนเดียวนะครับผม ไม่เกี่ยวข้องกันทางสายเลือด ในตอนนี้เขาไม่ได้ดูแลงานอะไรอีกแล้ว พ้นสภาพจากการเป็นผู้จัดการแล้ว จากนี้ไปถ้ามีการติดต่อกัน ถ้ามาจากคนนี้ก็จะบอกว่าไม่เกี่ยวข้องกับผม และแม่แล้ว.

ทนาย : ตอนนี้อยู่ในช่วงรวบรวมหลักฐาน ว่ามีส่วนไหนเข้ามาเกี่ยวข้องทั้งที่คุณแม่และน้องไม่ทราบเลยก็มีด้วย เรารวบหลักฐานบางส่วนด้วย ซึ่งจริงแล้วผู้หญิงคนนี้ไม่ได้ทำคนเดียว มีอีกหลายคนเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย เบื้องต้นอยากฝากสื่อเลยว่าทรัพย์สินต่างๆ ที่เขาขนเข้ามาอยู่ในออฟฟิต เพื่อเป็นการปกป้องทั้งสองท่าน ผมเลยให้ทั้งสองท่านลงบันทึกประจำวัน ยังมีทรัพย์สิน ของมีค่าและไม่มีค่า ก็ฝากให้เขารีบมาเอาออกไปซะ ทั้งหมดนี้เกิดจากการไว้เนื้อเชื่อใจ เราคงต้องดำเนินการทั้งในส่วนของแพ่งและอาญาต่อไป ตอนนี้ลงบันทึกประจำวันในส่วนของทรัพย์สินของเขา

 

ความคิดเห็นจากสมาชิกเฟซบุ๊ก

comments