Anonymous แฮกเว็บศาลไทย

ทั่วโลกต่างกำลังจับต้องไปยังกลุ่มที่เรียกตัวเองว่า Anonymous ซึ่งเป็นกลุ่มแฮกเกอร์ที่อันตรายที่สุดในโลกที่เคยแฮกเว็บไซต์ของอาชญากรระดับโลกอย่างกลุ่ม ไอเอส มาก่อนหน้านี้แล้ว  เมื่อวันที่ 13 มกราคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กลุ่มแฮ็กเกอร์ชื่อดัง Anonymous ได้ทำการแฮ็กเว็บไซต์ของศาลไทยกว่า 297 เว็บไซต์เช่น เว็บไซต์ของศาลยุติธรรม และศาลอุทธรณ์ ล่มตั้งแต่เมื่อคืนวันอังคารที่ผ่านมา และยังไม่สามารถใช้งานได้จนถึงตอนนี้ โดยเป็นการทำเพื่อเรียกร้องความยุติธรรมให้กับคดีฆ่าตกรรมที่เกาะเต่า

“#Anonymous ปิดเว็บไซต์ของศาลยุติธรรมไทยทั้งหมดเพื่อประท้วงคำพิพากษาเรื่องเกาะเต่า #Anonymous สนับสนุนให้นักท่องเที่ยวบอยคอตประเทศไทยจนกว่าตำรวจไทยจะมีการปรับปรุงวิธีการสืบสวนคดีที่เกี่ยวกับชาวต่างชาติ” Anonymous เขียนบนเฟซบุ๊กเพจของพวกเขาเมื่อเช้าที่ผ่านมา”

ก่อนหน้านี้กลุ่มแฮ็กเกอร์ที่มีความสัมพันธ์กับ Anonymous ได้ทำการแฮ็กเว็บไซต์ของตำรวจไทยอย่างน้อย 14 เว็บไซต์ เมื่อวันที่ 4 มกราคมที่ผ่านมา โดยพวกเขากล่าวหาพาดพิงคดีฆาตกรรมที่เกาะเต่า

พล.ต.อ.เดชณรงค์ สุทธิชาญบัญชา โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติให้สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 5 มกราคมภายหลังเว็บไซต์ของตำรวจถูกโจมตีว่าได้สั่งการให้กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ปอท.) ให้ติดตามหาผู้กระทำผิดมาลงโทษแล้ว

วันเดียวกัน โฆษกศาลยุติธรรม เผย ตรวจสอบแล้วพบแฮกเกอร์ ถล่มเว็บไซต์สำนักงานศาลยุติธรรม พร้อมดำเนินคดีตามความผิดพ.ร.บ.คอมพ์ฯ มาตรา 10,12 โทษจำคุก 3-15 ปี เชื่อผลพวงการตัดสินคดีเกาะเต่า หลังพบข้อความภาษาอังกฤษเรียกร้องความยุติธรรม ย้ำการกระทำแฮกเกอร์ ไม่อาจเปลี่ยนคำพิพากษาได้ สู้คดีต้องใช้สิทธิ์อุทธรณ์-ฎีกาตามกฎหมาย

โดย นายสืบพงษ์ ศรีพงษ์กุล โฆษกศาลยุติธรรม กล่าวถึงกรณีที่หน้าเว็บไซต์สำนักงานศาลยุติธรรม ถูกแฮกเกอร์บุกรุกจนไม่สามารถใช้งานได้ว่า จากการตรวจสอบการเชื่อมต่อโครงข่ายข้อมูลหน้าเว็บไซต์สำนักงานศาลยุติธรรมนั้นไม่สามารถใช้งานได้ตั้งแต่เวลา 22.00 น.ของวันที่ 12 มกราคม ที่ผ่านมา โดยครั้งแรกที่ตรวจสอบพบว่า หน้าเว็บเพจหน้าแรกของสำนักงานศาลยุติธรรม กลายเป็นพื้นสีดำ และมีรูปสัญลักษณ์คล้ายหน้ากากสีขาว พร้อมข้อความภาษาอังกฤษ เขียนว่า “ BLINK HACKER GROUP” และ “ Failed Law We Want Justice ! # Boycott Thailand ” และจากการสืบค้นพบว่า “ BLINK HACKER GROUP ” เชื่อมโยงกลุ่มที่ใช้ชื่อ Anonymous Myanmar Hacker ซึ่งเหตุดังกล่าวจนถึงวันนี้ (13 มกราคม) หน้าเว็บไวต์ของสำนังกานศาลยุติธรรม ยังไม่สามารถเข้าใช้งานได้ตามปกติ แต่ก็เป็นเพียงการที่บุคคลภายนอกไม่สามารถใช้งานได้เท่านั้น แต่ระบบปฏิบัติงานภายในระหว่างสำนักงานศาลยุติธรรมกับหน่วยงานภายในที่เกี่ยวข้องไม่ได้รับความเสียหายใดๆ โดยระหว่างนี้เรายังเฝ้าระวังตรวจสอบหาช่องโหว่ที่จะป้องกันการบุกรุกทางคอมพิวเตอร์ต่อไป และให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดำเนินการแก้ไขให้มีการเชื่อมต่อเพื่อสื่อสารภายในได้

นายสืบพงษ์ โฆษกศาลยุติธรรม กล่าวอีกว่า สำหรับการตรวจสอบเพื่อหาผู้กระทำผิดนั้น ในส่วนของระบบโครงข่ายคอมพิวเตอร์ ตั้งแต่เกิดเหตุสำนักงานศาลยุติธรรม ได้ประสานสำนักงานพัฒนาธุรกรรมอิเลคทรอนิกส์ ซึ่งเป็นองค์กรมหาชน โดยศูนย์ประสานการรักษาความมั่นคงปลอดภัยระบบคอมพิวเตอร์ประเทศไทย (ไทยเซิร์ต) ให้ตรวจสอบหาการบุกรุกและช่องโหว่ระบบเครือข่าย ขณะที่การตรวจสอบรายละเอียด IP ADDRESS พบว่ามีประมาณ 10 IP ADDRESS ของผู้ที่เข้ามาบุกรุกระบบโครงข่ายหน้าเว็บไวต์ซึ่งอยู่ในต่างประเทศ แต่ยังไม่ขอระบุรายละเอียดในส่วนนี้

นายสืบพงษ์ โฆษกศาลยุติธรรม กล่าวต่อว่า การกระทำดังกล่าว ที่ทำให้หน้าเว็บแรกของสำนักงานศาลยุติธรรมเสียหายครั้งนี้ ถือเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 ซึ่งมีโทษตาม มาตรา 10 ฐานรบกวน ขัดขวาง ระบบคอมพิวเตอร์ ที่บัญญัติว่า ผู้ใดกระทำด้วยประการใดโดยมิชอบ เพื่อให้การทำงานของระบบคอมพิวเตอร์ของผู้อื่นถูกระงับ ชะลอ ขัดขวาง หรือรบกวน จนไม่สามารถทำงานตามปกติได้ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และมาตรา 12 ผู้ใดกระทำโดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายต่อข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่เกี่ยวกับการใก้บริการสาธารณะหรือเพื่อประโยชน์สาธารณะ ระวางโทษตั้งแต่ 3 – 15 ปี และปรับ 60,000 – 300,000 บาท โดยสำนักงานศาลยุติธรรม จะดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดต่อไปภายใต้ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ฯ

“ลักษณะข้อความของผู้บุกรุกทางคอมพิวเตอร์ที่ได้เขียนไว้ในหน้าเว็บเพจของสำนักงานศาลยุติธรรมนั้น ทำให้เห็นได้ว่าอาจเชื่อมโยงการพิพากษาคดีเกาะเต่า ซึ่งสำนักงานศาลยุติธรรม ขอเรียนว่า การกระทำที่เกิดขึ้นของผู้บุกรุกทางคอมพิวเตอร์ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงการพิจารณา และคำพิพากษาศาลชั้นต้นคดีเกาะเต่าได้ที่ศาลได้ดำเนินการตามบทบัญญัติกฎหมาย แต่ทางคดี คู่ความสามารถใช้สิทธิ์อุทธรณ์-ฎีกาได้ตามกฎหมายต่อไป ” นายสืบพงษ์ กล่าว

ความคิดเห็นจากสมาชิกเฟซบุ๊ก

comments